ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)

BEM ได้รับโอกาสจากภาครัฐในการเข้าทำสัญญาสัมปทานโครงการทางพิเศษศรีรัชซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โครงการแรกในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐบาลและเอกชน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลโดยเป็นโครงการลักษณะ Build Transfer and Operate ( BTO ) คือ บริษัทจะเป็นผู้ลงทุนในการออกแบบก่อสร้างและบริหารทางพิเศษศรีรัชซึ่งกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างถาวรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้ประโยชน์ในทางพิเศษศรีรัชจะตกเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยบริษัทมีสิทธิในการเข้าบริหารทางพิเศษศรีรัช และมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าผ่านทางของทางพิเศษเฉลิมมหานคร และทางพิเศษศรีรัชตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งมีอายุโครงการ 30 ปี นับจากวันที่ 1 มีนาคม 2533 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2563 และส่วนต่อขยาย โครงการทางด่วนขั้นที่ 2 และส่วนดี ระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 16 เมษายน 2570 และสามารถเจรจาต่ออายุได้อีกครั้งละ 10 ปี จำนวน 2 ครั้ง ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงที่ต้องเจรจากับ กทพ. ต่อไป

ลักษณะของทางพิเศษศรีรัช เป็นการก่อสร้างทางพิเศษยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 38.5 กิโลเมตร เชื่อมพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะกับพื้นที่ส่วนกลางของกรุงเทพฯ ที่บริเวณถนนพระราม 9 ตัดใหม่ และเชื่อมต่อไปยังทิศใต้ของกรุงเทพฯ ที่บางโคล่ โดยแบ่งพื้นที่บริการ เป็น 2 โครงข่าย ดังนี้


โครงข่ายในเมือง   แบ่งเป็น

พื้นที่ส่วนเอ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 เป็นเส้นทางระหว่างถนนรัชดาภิเษกบริเวณถนนประชาชื่น ถึงถนนพระราม 9 มีความยาวประมาณ 12.4 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้นจากถนนรัชดาภิเษกลงมาทางใต้ ตัดผ่านเส้นทางรถไฟสายเหนือย่านคลังสินค้าพหลโยธินขนานกับถนนพระราม 6 ตัดผ่านถนนประดิพัทธ์ ถนนราชวิถี และมาเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนบีที่บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท แนวสายทางตะวันออก เชื่อมต่อทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) บริเวณต่างระดับมักกะสัน ตัดผ่านถนนรัชดาภิเษก และสิ้นสุดที่ถนนพระราม9

 

พื้นที่ส่วนบี เปิดให้บริการ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2539 เป็นเส้นทางระหว่างโรงกรองน้ำสามเสนถึงบางโคล่ ต่อจากพื้นที่ส่วนเอ บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท ลงไปทางใต้เชื่อมต่อทางพิเศษเฉลิมมหานครบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ รวมระยะทางประมาณ 9.4 กิโลเมตร ก่อให้เกิดพื้นที่วงแหวนใจกลางเมือง ช่วยแบ่งเบาปัญหาการจราจรบริเวณ สาทร สีลม สุรวงศ์ และหัวลำโพง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมืองได้เป็นอย่างดี

โครงข่ายนอกเมือง   แบ่งเป็น

พื้นที่ส่วนซี เปิดให้บริการพร้อมพื้นที่ ส่วนเอ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 เป็นเส้นทางนอกเขตเมืองต่อจากพื้นที่ส่วนเอ ที่ถนนรัชดาภิเษกบริเวณถนนประชาชื่นขึ้นไปทางเหนือจนถึง ถนนแจ้งวัฒนะ
ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร โดยต่อเชื่อมกับทางพิเศษอุดรรัถยาโดยเพื่อไปบางปะอิน จ.อยุธยา พื้นที่ส่วนนี้จะช่วยระบายรถจากในเมืองและนอกเมืองได้อย่างรวดเร็ว

 

พื้นที่ส่วนดี เปิดให้บริการส่วนแรกจากถนนพระราม 9 ถึงถนนรามคำแหง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 และส่วนที่ 2 จากถนนรามคำแหง ถึงถนนศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นเส้นทางจากถนนพระราม 9 ถึงถนนศรีนครินทร์ มีแนวเส้นทางต่อจากพื้นที่ส่วนเอ บริเวณถนนพระราม 9 ไปทางตะวันออกตัดผ่านถนนรามคำแหงสิ้นสุดที่ถนนศรีนครินทร์ ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร ทางพิเศษส่วนนี้ได้เชื่อมต่อกับทางยกระดับจตุรทิศขาออก เพื่อเดินทางต่อเนื่องไปถนนกรุงเทพ-ชลบุรี (มอเตอร์เวย์) ทำให้สามารถเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิและทางภาคตะวันออกได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้เชื่อมต่อกับทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์) ที่บริเวณถนนพระราม 9 ทำให้สามารถเดินทางไปถนนรามอินทรา ถนนพัฒนาการ ถนนสุขุมวิทได้สะดวก

ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) ลักษณะพื้นที่ ระยะทาง (กม.) วันที่เปิดบริการ รายได้ การแบ่งรายได้ บริษัท : กทพ.
พื้นที่ส่วนเอ
(พระราม 9 - รัชดาภิเษก)
ในเขตเมือง 12.4 2 ก.ย. 2536 บริษัท และ กทพ.
  • - 9 ปีแรก 60 : 40
  • - ระยะเวลาระหว่าง 9 ปีแรก และ 9 ปีสุดท้าย 50 : 50
  • - 9 ปีสุดท้าย 40 : 60
พื้นที่ส่วนบี
(พญาไท - บางโคล่)
ในเขตเมือง 9.4 6 ต.ค. 2539 บริษัท และ กทพ.
  • - 9 ปีแรก 60 : 40
  • - ระยะเวลาระหว่าง 9 ปีแรก และ 9 ปีสุดท้าย 50 : 50
  • - 9 ปีสุดท้าย 40 : 60
พื้นที่ส่วนซี
(รัชดาภิเษก - แจ้งวัฒนะ)
เขตนอกเมือง 8.0 2 ก.ย. 2536 บริษัท 100 : 0
พื้นที่ส่วนดี
(พระราม 9 - ศรีนครินทร์)
เขตนอกเมือง 8.7 ระยะที่หนึ่ง
2 ธ.ค. 2541
ระยะที่สอง
1 มี.ค. 2543
บริษัท 100 : 0
รวม 38.5      

ศูนย์ควบคุมทางพิเศษศรีรัช (CCB2) โทร 0-2664-6400

 

การบริการบนทางพิเศษ

BEM จัดให้มีศูนย์ควบคุมระบบทางพิเศษ โดยมีพนักงานสื่อสารทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน ตลอดจนประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานบนทางพิเศษและถนนด้านล่างเพื่อ คอยให้บริการแก่ผู้ใช้ทางตลอด 24 ชม.